ข่าหนึ่งหัวจากดงมะไฟ: การเดินทางของจุลินทรีย์และธรรมชาติที่ซ่อนอยู่
- 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

จุดเริ่มต้นจากความสนใจเล็กๆ
จากที่ผมได้เดินทางทำ Nature Kombucha มาหลายปี ทำให้ผมสนใจในสิ่งทีชีวิตเล็กๆ ในเดือน สิงหาคม พ.ศ. 2567 การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นง่ายๆ จากคำชวนของเพื่อน ตอนนั้นเพื่อนมาบอกว่ามีค่ายที่ดงมะไฟ จังหวัดหนองบัวลำภู ไฮไลต์คือการไปเดินป่า "เก็บเห็ด" กับชาวบ้านท้องถิ่น พอได้ยินคำว่าเห็ด สำหรับคนที่ทำคอมบูชาและขลุกอยู่กับการหมักดองอย่างผม หูก็ผึ่งขึ้นมาทันที
ในมุมมองของผม เห็ดและราก็คือโลกของจุลินทรีย์ที่น่าหลงใหลไม่ต่างจากสิ่งที่ผมคลุกคลีอยู่ทุกวัน ผมเลยเก็บกระเป๋าตอบตกลงไปร่วมทริป 3 วัน 2 คืนนี้อย่างไม่ลังเลใจ โดยวาดภาพไว้ว่าคงเป็นทริปเดินป่าศึกษาธรรมชาติสบายๆ
แต่พอได้เดินทางออกจากขอนแก่นไปถึงดงมะไฟจริงๆ ภาพที่ผมคิดไว้ก็เปลี่ยนไปนิดหน่อย ยอมรับตามตรงว่าก่อนหน้านี้ผมไม่ได้ติดตามหรือรับรู้เรื่องราวของพื้นที่นี้มากนัก กะว่าจะมาเดินดูเห็ด ดูความสมบูรณ์ของป่าตามประสาคนชอบเรื่องจุลินทรีย์เท่านั้น แต่พอไปถึง ผมถึงได้รู้ว่าค่ายนี้จัดขึ้นในพื้นที่ที่ชาวบ้านกำลังพยายามรวมตัวกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติของพวกเขาจากนายทุนเหมือง
มันไม่ใช่การเดินป่าที่เคร่งเครียดอะไรเลย กลับกันมันทำให้ผมได้ค่อยๆ ซึมซับเรื่องราวของชุมชนไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ธรรมชาติ พอได้มาเห็นพื้นที่จริง ได้เห็นว่าป่าแห่งนี้มีความหมายกับชีวิตของพวกเขาแค่ไหน จากที่ตั้งใจจะมาดูแค่เรื่องเห็ด มุมมองของผมก็ค่อยๆ กว้างขึ้น มันเกิดเป็นความเข้าอกเข้าใจถึงทรัพยากรของพื้นที่


ห้องเรียนธรรมชาติและรสชาติของดงมะไฟ
บรรยากาศในค่ายตลอด 3 วัน 2 คืนนั้นเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและเป็นกันเองมาก ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนวัยกลับไปเข้าค่ายสมัยนักเรียน มีน้องๆ ไกด์เยาวชนในพื้นที่มาคอยดูแลและพาพวกเราเดินเที่ยวตามจุดต่างๆ พอตกกลางคืนเราก็ได้ไปนอนดูดาวตกด้วยกัน เป็นช่วงเวลาที่เรียบง่ายแต่สนุกและเพลิดเพลินมาก
สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจเมื่อได้พูดคุยกับน้องๆ ไกด์ คือการได้เห็นภาพสะท้อนว่า การท่องเที่ยวเชิงชุมชนแบบนี้แหละที่เป็นกุญแจสำคัญให้พวกเขาสามารถเติบโตในบ้านเกิดของตัวเองได้ โดยไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานเข้าไปหางานทำในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ การได้เป็นไกด์พาคนนอกมาทำความรู้จักบ้านเกิด ทำให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตัวเองไปในตัว


ถ้าจะให้เล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่ดงมะไฟ ภาพที่บอกเล่าได้ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้น "เทศกาลอาหารท้องถิ่น" ที่ชาวบ้านจัดขึ้น เป็นช่วงเวลาที่ทำให้คนที่ชอบวัตถุดิบธรรมชาติตื่นตาตื่นใจมาก มีอาหารพื้นบ้านสไตล์อีสานแท้ๆ หลายอย่างที่ขนาดคนขอนแก่นอย่างผมเองยังไม่เคยรู้จักหรือเคยกินมาก่อน
ของดีที่พลาดไม่ได้เลยคือ หน่อไม้จากป่าไผ่ของที่นี่ รสชาติมันหวานอร่อยและไม่มีความขมเลย สามารถเอามากินสดๆ คู่กับข้าวเหนียวร้อนๆ ได้อย่างเข้ากัน นอกจากนี้ยังมีผักพื้นบ้านแปลกตา แจ่วรสชาติใหม่ๆ และเมนูเห็ดนานาชนิดที่ได้มาจากป่า อาหารบนโต๊ะวันนั้นนอกจากอร่อยแล้ว ยังทำให้เราเห็นภาพชัดเจนเลยว่าวิถีชีวิตของชาวบ้านผูกพันและพึ่งพาอาศัยป่าและภูเขาผืนนี้อย่างไร
บรรยากาศงานเฉลิมฉลองปิดท้ายด้วยความม่วนซื่น มีวงดนตรีหลากหลายแนว ทั้งจังหวะหมอลำสนุกๆ ไปจนถึงเพลงจากพี่ที่เป็นทนายความมาร่วมร้องให้ฟัง เป็นค่ำคืนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และทำให้เราสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาของชุมชนแห่งนี้




จุลินทรีย์ Terroir ในข่าหนึ่งหัว
ช่วงเวลาที่ทำให้ทริปนี้มีความหมายลึกซึ้งขึ้น เกิดขึ้นตอนที่งานเทศกาลอาหารท้องถิ่นจบลง ชาวบ้านนำผลผลิตทางการเกษตรและพืชพรรณในพื้นที่มาวางขาย เหมือนเป็นการบอกเล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเขาให้พวกเราได้เห็น ระหว่างที่เดินดูวัตถุดิบต่างๆ อยู่นั้น สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับ "ข่า" หัวหนึ่ง
ผมอยากลองทำเครื่องดื่มจากวัตถุดิบท้องถิ่นดู พอเห็นข่า ไอเดียเรื่องการทำ "Ginger Bug" หรือหัวเชื้อจุลินทรีย์จากขิงก็แวบเข้ามาในหัว ข่าเป็นพืชหัวใต้ดินที่คล้ายกัน ขั้นตอนการทำก็คงไม่ต่างกัน ไม่ซับซ้อน เลยคิดว่าน่าจะเอามาหมักและต่อยอดเป็นเครื่องดื่มธรรมชาติได้ไม่ยาก
สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจอุดหนุนข่าหัวนี้กลับบ้าน ไม่ใช่แค่เพราะความง่ายในการทำ ในโลกของเครื่องดื่มคราฟต์ มีคำว่า "Terroir" (เตอรัวร์) หรือเสน่ห์เฉพาะตัวของพื้นที่ที่ส่งผลต่อวัตถุดิบ การเอาข่าจากดงมะไฟกลับมาทำ Galangal Bug จึงเหมือนการรับเอา "จุลินทรีย์ท้องถิ่น" กลับมาด้วย
มันคล้ายกับการพกพาจิตวิญญาณของผืนป่าแห่งนี้กลับมาเล่าเรื่องต่อ เพื่อสื่อให้เห็นว่าแต่ละที่ก็มีความพิเศษเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป เป็นความมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ แม้กระทั่งในระดับของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มองไม่เห็นอย่างจุลินทรีย์

ความวิเศษที่ซ่อนอยู่ในโหลหมัก
เมื่อกลับมาถึงบ้าน กระบวนการทำ Galangal Bug ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย แค่นำข่าจากดงมะไฟมาล้างทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงในโหลแก้ว เติมน้ำและน้ำตาลอ้อยธรรมชาติลงไปเล็กน้อย แล้วคนให้เข้ากัน
ระหว่างที่ปล่อยให้เวลาทำงาน และนั่งมองฟองอากาศเล็กๆ ค่อยๆ ผุดขึ้นมาตามขอบโหลในอีกไม่กี่วันถัดมา มันเหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าชีวิตเล็กๆ ที่มองไม่เห็นกำลังตื่นขึ้น ความคิดหนึ่งก็ค่อยๆ ตกตะกอน
ถ้าในข่าเพียงหัวเดียว ยังมีสิ่งมีชีวิตและจิตวิญญาณซ่อนอยู่ในรูปแบบของจุลินทรีย์มากมายขนาดนี้ แล้วทรัพยากรธรรมชาติในภูเขาทั้งลูกที่ดงมะไฟล่ะ จะมีชีวิตซ่อนอยู่มากมายมหาศาลขนาดไหน
สิ่งที่ชาวบ้านกำลังพยายามดูแล จึงไม่ใช่แค่ก้อนหินหรือผืนป่า แต่เป็นการรักษาสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติที่เกื้อกูลกันอยู่ในภูเขาลูกนั้น ทุกพื้นที่ล้วนมีความวิเศษของตัวเองซ่อนอยู่เสมอ เหมือนกับความมีชีวิตชีวาของจุลินทรีย์ในข่าหัวนี้ และความอุดมสมบูรณ์ที่หล่อเลี้ยงผู้คนในพื้นที่ดงมะไฟ
หากสนใจท่องเที่ยวกับชุมชน ดงมะไฟ ติดต่อ เพจ Facebook นครผาดงมะไฟ ไม่ไปไม่รู้ (ช่วงที่ผมไปจะเป็นงานเทศกาลครบรอบปิดเหมือง อาจมีรายละเอียดของงานแตกต่างกันออกไป ลองสอบถามรายละเอียดกับทางเพจก่อนได้เลยครับ)



ความคิดเห็น