ถอดรหัสชาอู่หลง "เบอร์" 12 17 18 บอกอะไรเรา?
- 2 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

เวลาที่เราชงชาอู่หลงสักกา กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไม้หรือนมอ่อนๆ มักจะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและได้หยุดพักจากความวุ่นวายในแต่ละวัน
แต่เคยสังเกตไหม เวลาที่เราไปเลือกซื้อชา ไม่ว่าจะเพื่อชงดื่มให้ชื่นใจ หรือตั้งใจหาเบสชาดีๆ มาหมักคอมบูชาขวดใหม่ เรามักจะเห็นตัวเลขต่อท้ายชื่อชาอยู่บ่อยๆ อย่างคำว่า "อู่หลงเบอร์ 12", "อู่หลงเบอร์ 17" หรือ "ชาแดงเบอร์ 18"
หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า ทำไมชาถึงต้องมีเบอร์ แล้วตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกอะไรเรา เป็นแค่รหัสสินค้าธรรมดาหรือเปล่า
จริงๆ แล้ว ตัวเลขบนหน้าซองชาเหล่านี้เป็นเหมือนสมุดบันทึกที่เก็บเรื่องราวความตั้งใจของเกษตรกรและนักพฤกษศาสตร์ในไต้หวันเอาไว้ มันไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นผลลัพธ์จากการใช้เวลาดูแล คัดเลือก และฟูมฟักสายพันธุ์ชากันอย่างทะนุถนอม เพื่อให้ได้มาซึ่งกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
วันนี้ Nature เลยอยากชวนคุณมาชงชาแก้วโปรด นั่งพักสบายๆ แล้วค่อยๆ ทำความรู้จักเรื่องราวเบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ไปด้วยกัน มาดูกันว่ากว่าจะมาเป็นความหอมหวานในแก้วของเรา ชาแต่ละเบอร์มีที่มาที่ไปและมีเสน่ห์ต่างกันอย่างไรบ้าง
บทสรุป: จากใบชาสู่การดื่มด่ำ
ย้อนรอยต้นกำเนิดชาไต้หวัน
เรื่องราวของชาเหล่านี้ คงต้องเล่าย้อนกลับไปราวๆ ปี 1903 บนเกาะไต้หวัน ในช่วงเวลานั้นได้มีการก่อตั้งห้องทดลองและวิจัยชาขึ้นมา (ซึ่งในปัจจุบันพัฒนามาเป็นสถาบันวิจัยและพัฒนาชาไต้หวัน หรือ TRES)
จุดเริ่มต้นของสถาบันนี้ค่อนข้างเรียบง่าย ในยุคนั้นมีความคิดริเริ่มที่จะทดลองปลูก "ชาดำ" สายพันธุ์อัสสัมใบใหญ่ เพื่อนำไปผลิตเป็นชาส่งออก การตั้งศูนย์วิจัยแห่งนี้จึงเป็นเหมือนการปูรากฐานการปลูกชาอย่างเป็นระบบและใช้ความรู้ทางพฤกษศาสตร์เข้ามาช่วยดูแลต้นชาบนเกาะแห่งนี้เป็นครั้งแรก
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วิถีชีวิตของผู้คนในไต้หวันเริ่มเปลี่ยนไป เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตค่อยๆ ดีขึ้น ผู้คนเริ่มมองหาความสุนทรีย์และเครื่องดื่มที่ประณีตขึ้นสำหรับดื่มด่ำในชีวิตประจำวัน สถาบันวิจัยชาจึงเริ่มปรับทิศทางจากการทำชาดำจำนวนมากๆ เพื่อส่งออก หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนา "ชาอู่หลง" ที่เน้นคุณภาพและความละเมียดละไม เพื่อตอบโจทย์คนรักชาในประเทศแทน
ในช่วงเวลานี้เองที่นักวิจัยและเกษตรกรเริ่มออกเดินทางสำรวจยอดเขาสูงที่มีอากาศเย็นสบายและมีหมอกปกคลุม อย่างพื้นที่อาลีซาน (Alishan) และหลีซาน (Lishan) เพื่อหาสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการปลูกชาอู่หลงที่สุด ควบคู่ไปกับการค่อยๆ พัฒนาเทคนิคการทำชาที่ต้องอาศัยความใส่ใจในทุกขั้นตอน ความเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในวันนั้น ได้หล่อหลอมให้ชาอู่หลงไต้หวันมีเอกลักษณ์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเพาะพันธุ์ต้นชาที่ดีที่สุด... จนกลายมาเป็นรหัสตัวเลขที่เราคุ้นตากันบนซองชานั่นเอง

กว่าจะมาเป็นรหัสชาแต่ละเบอร์
พอเราได้เห็นถึงความตั้งใจในการพัฒนาสายพันธุ์ชาของไต้หวันแล้ว ทีนี้เราลองมาทำความรู้จักกับตัวเลขบนซองชากันให้มากขึ้นอีกนิด
ตัวเลขที่เราเห็นบ่อยๆ อย่างเบอร์ 12 หรือเบอร์ 18 จริงๆ แล้วย่อมาจากคำว่า TTES No. (Taiwan Tea Experiment Station Number) หรือที่ชาวไต้หวันเรียกกันสั้นๆ อย่างคุ้นเคยว่า "ไถฉา" ซึ่งมีความหมายเรียบง่ายว่า ชาไต้หวัน นั่นเอง
แต่กว่าที่ต้นชาแต่ละสายพันธุ์จะได้รับตัวเลขสองหลักนี้มาต่อท้ายชื่อ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ เลย มันเป็นเหมือนเครื่องหมายที่ช่วยรับรองถึงความอดทนและการดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะต้นชาแต่ละสายพันธุ์ต้องผ่านการเฝ้าสังเกตและคัดเลือกกันนานนับสิบปี นักพฤกษศาสตร์ต้องค่อยๆ ดูว่าพวกเขาสามารถเติบโตได้ดีตามธรรมชาติไหม ทนต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้หรือเปล่า และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อนำใบชามาผ่านกระบวนการคั่วและหมักแล้ว จะต้องให้กลิ่นหอมและรสชาติที่ละมุนละไม มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน
เกร็ดเล็กๆ ที่น่าสนใจก็คือ ก่อนที่ชาอย่างเบอร์ 12 จะเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ในช่วงที่ยังอยู่ในความดูแลของห้องทดลอง เขาเคยมีชื่อรหัสว่า "#2027" มาก่อน ส่วนเบอร์ 13 ก็มีรหัสเดิมคือ "#2029" ตัวเลขสี่หลักนี้เป็นเหมือนบันทึกที่คอยบอกเราว่า นักวิจัยต้องทดลองปลูกต้นชาเป็นพันๆ หมื่นๆ ต้น ค่อยๆ ทะนุถนอมและคัดเลือกเฉพาะต้นที่เติบโตมาอย่างสมบูรณ์และให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่านั้น
เมื่อได้ต้นชาที่มีคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว ก็ถึงเวลาของการมอบชื่อใหม่ให้พวกเขา ทางนักวิจัยเข้าใจดีว่า ตัวเลขรหัสอาจจะจำยากและดูเป็นวิทยาศาสตร์เกินไปสักหน่อย เลยเลือกใช้ศิลปะการตั้งชื่อที่มีความหมายงดงามมาใช้ เพื่อให้ชาแต่ละเบอร์ดูมีชีวิตชีวาและเข้าถึงง่ายขึ้น
อย่างชาเบอร์ 12 ก็ได้รับชื่อสวยๆ ว่า "จินเซวียน" ที่แปลว่าดอกไม้สีทอง ส่วนชาเบอร์ 13 ก็มีชื่อว่า "ชุ่ยอวี้" หรือหยกสีมรกต และชาเบอร์ 18 ก็ได้ชื่อว่า "หงอวี้" ที่แปลความหมายได้ว่าทับทิมสีแดง
พอตัวเลขรหัสได้รับการแต่งแต้มด้วยชื่อที่ละมุนละไม ชาเหล่านี้ก็พร้อมที่จะเดินทางออกจากแปลงปลูก เพื่อไปส่งต่อความหอมหวานในแก้วชาของทุกคน ได้ดื่มด่ำถึงรสชาติที่ซับซ้อนกันจนถึงทุกวันนี้
คาแรกเตอร์ของชาเบอร์ฮิต: 12, 13, 17 และ 18
ทำความรู้จักชาเบอร์ฮิต: 12, 13, 17 และ 18
เราลองมาทำความรู้จักกับสายพันธุ์ชาที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีกว่า ในบรรดาชาหลายเบอร์ที่ผ่านการดูแลจากสถาบันวิจัยมาอย่างดี มีอยู่ 4 เบอร์ที่คนรักชามักจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ ลองมาดูกันว่าแต่ละเบอร์มีคาแรกเตอร์ที่น่าสนใจยังไงบ้าง
อู่หลงเบอร์ 12 (จินเซวียน - Jin Xuan) ชาตัวนี้ได้รับการเปิดตัวในช่วงปี 1981 จุดเด่นที่ทำให้ใครหลายคนชื่นชอบคือรสสัมผัสที่นุ่มนวล ดื่มง่าย และมีกลิ่นหอมละมุนคล้ายนมอ่อนๆ แทรกอยู่ตามธรรมชาติ เป็นชาที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตร อบอุ่น เหมาะจะเป็นชาแก้วแรกสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มดื่มชาอู่หลงมากๆ และถ้าใครที่ชอบทำคอมบูชา การเลือกเบอร์ 12 มาเป็นเบสชา ก็จะได้คอมบูชาที่มีบอดี้ดื่มสบายและมีกลิ่นหอมนวลๆ ที่มีเสน่ห์มากทีเดียว
อู่หลงเบอร์ 13 (ชุ่ยอวี้ - Tsui Yu) เกิดมาในช่วงเวลาใกล้ๆ กับเบอร์ 12 แต่ชุ่ยอวี้จะให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป ชาตัวนี้จะโดดเด่นเรื่องกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ค่อนข้างชัดเจน คล้ายกลิ่นดอกไม้สีขาวสดชื่นๆ ให้รสชาติที่สะอาด ชุ่มคอ ใครที่ชอบเครื่องดื่มที่ให้ความรู้สึกโปร่งสบายและมีชีวิตชีวา น่าจะถูกใจเบอร์ 13 เป็นพิเศษ
อู่หลงเบอร์ 17 (ป๋ายลู่ / ก้านอ่อน - Bai Lu / Ruan Zhi) ชาเบอร์ 17 มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "ป๋ายลู่" แต่ตามตลาดชาทั่วไป คนมักจะคุ้นเคยและเรียกกันติดปากว่า "ก้านอ่อน" มากกว่า เสน่ห์ของเขาคือบอดี้ชาที่เบาสบายและมีกลิ่นหอมลึกซึ้ง เกร็ดเรื่องราวที่น่าสนใจและใกล้ตัวเรามากๆ คือ ชาเบอร์ 17 เป็นชาที่เดินทางมาไกลถึงยอดดอยแม่สลองทางภาคเหนือของเรา ในช่วงที่รัฐบาลเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกชาเพื่อสร้างรายได้ เป็นชาที่ค่อยๆ เติบโตและผูกพันกับวิถีชีวิตของชุมชนบนดอยมาจนถึงทุกวันนี้
ชาแดงเบอร์ 18 (หงอวี้ - Hong Yu) สำหรับเบอร์ 18 จะพิเศษกว่าเพื่อนๆ ตรงที่เขาเป็นชาแดง (หรือชาดำ) เกิดจากความตั้งใจที่นำต้นชาป่าพื้นเมืองของไต้หวันมาจับคู่กับชาพันธุ์อัสสัมใบใหญ่ น้ำชาที่ชงออกมาจะมีสีแดงทับทิมสว่างใส มาพร้อมกับโปรไฟล์กลิ่นที่น่าสนใจมาก คือมีกลิ่นหอมบางๆ ของซินนามอน (อบเชย) และความสดชื่นคล้ายใบมินต์ เป็นความลงตัวที่ได้จากธรรมชาติ ล้วนๆ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนุกหากลองนำมาต่อยอดเป็นคราฟต์คอมบูชา

จากความตั้งใจในไร่ชา สู่การดื่มด่ำน้ำชา
เวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา สถาบันวิจัยและเกษตรกรในไต้หวันได้ค่อยๆ ดูแลและพัฒนาสายพันธุ์ชา จนกลายมาเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายในชีวิตประจำวันของเรา ตัวเลข 12, 13, 17 หรือ 18 ที่เราเห็นบนหน้าซอง จึงเป็นเหมือนบันทึกการเดินทางที่เต็มไปด้วยความใส่ใจ ซึ่งถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเงียบๆ
สำหรับพวกเราที่ Nature การได้รู้เรื่องราวเบื้องหลังใบชาเหล่านี้ ทำให้เวลาที่เราต้มน้ำและรินชาแต่ละครั้งมีความหมายและน่ารื่นรมย์ขึ้นมากเลย ไม่ว่าคุณจะชอบความหอมละมุนแบบดื่มง่ายของ "จินเซวียน" (เบอร์ 12) ที่เหมาะกับการนำมาทำคอมบูชาขวดแรก หรืออยากลองสัมผัสกลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ "หงอวี้" (เบอร์ 18)... ทุกๆ หยดในขวดแก้วของคุณ ก็คือการได้ร่วมรับช่วงต่อและสนุกไปกับงานคราฟต์จากธรรมชาตินี้ในแบบของคุณเอง
ครั้งหน้าที่ต้มน้ำร้อนรินลงบนใบชา ลองใช้เวลาสักนิด สูดกลิ่นหอมๆ ที่ลอยขึ้นมา แล้วปล่อยให้เรื่องราวเบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ในแก้วโปรดของคุณดูนะ ขอให้มีความสุขกับรสชาติของชา และเพลิดเพลินกับการหมักคอมบูชาในทุกๆ วัน
Reference
ประวัติศาสตร์และบทบาทของสถาบันวิจัยชาไต้หวัน (TRES):
Mountain Tea: Taiwan Tea Research and Experimentation Station (TRES): History and Impact
Té Company: Taiwan Tea Research Extension Station
Wikipedia: Tea Research and Extension Station
เจาะลึกสายพันธุ์ชาและรหัสเบอร์ต่างๆ (Cultivars & TTES Numbers):
เรื่องราวการเดินทางของชาเบอร์ 17 (Ruan Zhi) สู่ภาคเหนือของไทย:
Curious Tea: Santikhiri Ruan Zhi Oolong
Siam Tea Blog: DMS Ruan Zhi Oolong No. 17 - The Queen of Thai Oolong Teas



ความคิดเห็น